ชื่อผู้แจ้ง : ชื้อผู้แจ้งข่าว admin     สถานีฯ admin      เวลาที่แจ้งข่าว ส่งวันที่ : 11 เมษายน 2553 เวลา 21:02:29      ถูกเปิดอ่านแล้ว 885 ครั้ง  885 ครั้ง   เพิ่มขนาดตัวอักษร เพิ่มขนาดตัวอักษร 
เรื่อง : ผ่าร่างกฎหมาย กสทช.สู่ยุคปฏิรูป คลื่น

      ตั้งตารอคอยมากว่า 10 ปี ในที่สุดร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และ กำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ......ก็ผ่านการโหวตรับหลักการในวาระแรก ในที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปอย่างรวดเร็ว ด้วยคะแนนเสียง 245 เสียง โดยไม่มีฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 24  มีนาคมที่ผ่านมา อันเป็นการประชุมในอาคารรัฐสภา  ท่ามกลางการจัดวางสิ่งกีดขวาง และกำลังทหารตำรวจหลายกองร้อย  โอบล้อมปิดกั้นพื้นที่บริเวณโดยรอบอาคาร เนื่องจากหวั่นผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่เชิงสะพานผ่านฟ้าฯ จะยกพลปิดล้อมซ้ำรอยเดิม
 
      ในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 1 ชุดจำนวน 45 คน ขึ้นมาพิจารณาร่าง และตั้งกรรมาธิการวิสามัญอีกคณะหนึ่ง เพื่อกำหนดประเด็นการแปรญัตติ เป็นคณะทำงานที่ต้องทุ่มเทเวลาศึกษาและอ่านร่างพ.ร.บ.นี้ทุกตัวอักษร  โดยหนึ่งในสี่สิบห้าคนที่เป็นมันสมองสำคัญเรื่องนี้ คือ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ นี้ 
 
       ความพยายามจัดตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ที่ล้มเหลวมาตลอดนับสิบปี วันนี้ได้เริ่มต้นใหม่นับหนึ่งในกระบวนการนิติบัญญัติแล้วนี้ มีรูปร่างหน้าตาเบื้องต้นเป็นอย่างไร เมื่อผ่านความเห็นชอบกระทั่งเป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้ มีตัวองค์กรขึ้นมาได้จริงแล้ว ภารกิจหลักในการจัดสรรคลื่น แหล่งทรัพยากรในอากาศที่มีมูลค่ามหาศาลคืออะไร อุตสาหกรรมสื่อสาร โทรคมนาคม ในมิติใหม่จะมี"ตัวร่าง" เป็นอย่างไร  ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ มีคำอรรถาธิบาย
 
      ผลหลังจาก พ.ร.บ.ผ่านสภา
      สำหรับแผนระยะสั้นก่อนที่จะมีการสรรหาและแต่งตั้ง กสทช. ในร่างดังกล่าวเขียนไว้ชัดเจนให้ กทช.  (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) รักษาการไปก่อน แต่การประกอบกิจการวิทยุ-โทรทัศน์ให้เป็นไปตามกฎหมายการประกอบกิจการ และก่อนมีเลขาธิการ กสทช. ให้เลขาธิการ กทช.รักษาการไปก่อน เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้  ให้โอนทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน กทช.ไปเป็นของสำนักงาน กสทช. และ ให้โอนทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ พนักงานและลูกจ้างที่สมัครใจของกองงาน กกช. กรมประชาสัมพันธ์ไปเป็นของสำนักงาน กสทช.
      สำหรับงานภายนอก เช่น หน่วยงานราชการ ,กองทัพบก , บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ฯลฯ และ ผู้รับสัมปทานต่าง ๆ ก็ต้องแจ้งเหตุจำเป็นในการถือครอง โดยกรณีสัมปทาน ให้หน่วยงานรัฐที่ให้สัมปทาน แจ้งรายละเอียดต่อ กสทช. ส่วนผู้ที่ได้รับสัมปทาน เช่น สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 นั้น สัมปทานหมดอายุในปี 2563 ก็ยังประกอบกิจการต่อไปได้จนกว่าจะครบอายุสัมปทาน เพราะรัฐสัมปทานไปก่อนที่กฎหมายฉบับนี้เกิด แต่ต้องเป็นสัมปทานที่ได้มาโดยชอบของกฎหมาย
      ส่วนกรณีของผู้ที่ได้รับการจัดสรรหรือใช้คลื่นความถี่โทรคมนาคม ก็ดำเนินการเหมือนกรณีผู้ได้รับจัดสรรหรือใช้คลื่นความถี่วิทยุ-โทรทัศน์ และ ให้รัฐวิสาหกิจ คือ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ที่ให้สัมปทาน ต้องโอนรายได้จากสัมปทานที่ใช้คลื่นความถี่เข้ากระทรวงการคลัง โดยหัก 1.ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (เฉพาะในส่วนสัมปทาน), 2. ค่าใช้จ่ายในการให้บริการอย่างทั่วถึง (เฉพาะในส่วนสัมปทาน), และ 3.ค่าใช้จ่ายในการบริหารสัมปทานตามที่กระทรวงการคลังกำหนดทั้งนี้ ให้มีระยะเวลาผ่อนผัน 1 ปี  
      นอกจากนี้ต้องทำแผนเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบทีวีดิจิตอล และวิทยุดิจิตอล ซึ่งจะทำให้ถ้าทำแผนจัดสรรคลื่นความถี่แล้วเสร็จ สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ได้ใหม่ เช่น คลื่นทีวีเพียงช่องเดียวอาจจัดสรรเพิ่มได้อีก  5 ช่อง เพราะฉะนั้นฟรีทีวีในปัจจุบันมี 6 ช่อง สามารถแยกย่อยเพิ่มเป็นฟรีทีวีได้อีก 30 ช่อง และสามารถแบ่งออกได้อีก 20 ช่อง เป็นทีวีความคมชัดสูงก็ได้
      สำหรับแผนระยะยาว  ต้องมีแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ เป็นหลักในการออกใบอนุญาต และจะต้องมีแผนแม่บทกิจการวิทยุ-โทรทัศน์ และ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม เพราะฉะนั้นทั้งสองแผนต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายการจัดตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 
     นอกจากนี้ต้องจัดสรรคลื่นความถี่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มภาคประชาชนในการบริการชุมชน  20% โดยไม่มีการหารายได้  และอีก 2 ส่วน คือ หน่วยงานราชการและภาครัฐ และ บริการเชิงพาณิชย์ ต้องใช้วิธีการประมูลคลื่นความถี่  
 
     "ระบบสัมปทานแบบวิ่งเต้นจะได้หมดไป ระบบเล่นเส้นเล่นสายหมดไป เอาเงินเข้าภาครัฐก้อนนี้จัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อพัฒนากิจการวิทยุโทรทัศน์ ส่วนคลื่นภาคประชาชนใช้ไปให้บริการวิทยุชุมชน เช่น วิทยุชมชนในพื้นที่ และชุมชนตามกลุ่มความสนใจโดยไม่มีโฆษณา"
หลังจากนี้ ถ้ากฎหมายผ่านกระบวนการนิติบัญญัติได้ภายในสิ้นปีนี้แล้ว ต้องใช้เวลาพอสมควรในการจัดตั้ง กสทช. ให้แล้วเสร็จ คาดว่าจะเป็นกลางปี 2554 และกว่าจะจัดทำแผนคลื่นความถี่ต้องใช้เวลาอีก 1 ปี และ การออกใบอนุญาตต้องใช้เวลาอีก 1 ปี และในเวลาเดียวกันสัมปทานต่างๆ ก็คงหมดอายุไป กระบวนการทั้งหมดนี้จะค่อยเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่เป็นใบอนุญาตเต็มรูปแบบ มีการแข่งขันเสรีและเป็นธรรมมีการกระจายคลื่นความถี่ใช้กัน
"เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เร็วในสังคมประชาธิปไตย เพราะแต่ละกลุ่มมีผลประโยชน์แตกต่างกันออกไป ที่ช้าเป็นเพราะช้ามา 10 ปีแล้วจากการออกแบบรอบที่แล้วทำให้ช้า รอบนี้แก้ปัญหาได้ก็ยังช้ากว่าความต้องการของคนอยู่"
 
      3G ไม่ต้องรอ กสทช.ใหม่
      ส่วนเรื่องการออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์นั้น ทาง กทช. ไม่จำเป็นต้องรอคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) แต่มีข้อสังเกตต่อการออกใบอนุญาต 3G เกี่ยวพันกันหลายกลุ่ม ประกอบด้วย หนึ่ง กลุ่มที่ต้องการผลักดันให้เกิด 3 G โดยเร็ว , กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่คิดว่า กทช.ไม่มีอำนาจในการออกใบอนุญาต 3G  และกลุ่มสุดท้าย คือ กทช.มีอำนาจหน้าที่ออกใบอนุญาตได้ แต่วิธีออกใบอนุญาต 3G ที่กำลังพยายามทำ ไม่ชอบมาพากล
      "ผมคิดว่า  3G  กทช. มีอำนาจออกใบอนุญาตได้ แต่วิธีการเอาคลื่นมาประมูล 3G เมื่อมีการซักถามแล้วไม่มีคำอธิบายสมเหตุสมผล และเกิดความเสียหายมาก สำหรับ  3G ไม่จำเป็นต้องรอกฎหมายฉบับนี้ (พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯฉบับใหม่) ใหม่ แต่เพื่อความมั่นใจต้องมีการตีความให้ชัดเจน ถ้าทำไปแล้วไม่มีอำนาจจะเกิดความเสียหายเยอะ"
 
       กระบวนเลือก กสทช. เริ่มกลางปีหน้า
       ถ้ากฎหมายแล้วเสร็จปลายปี 2553 คือผ่านวาระแรกรับหลักการของสภาผู้แทนราษฎร (ผ่านแล้วเมื่อ 24 มีนาคม 2553) แล้วมาตั้งอนุกรรมาธิการพิจารณาร่างฯ ไปดูรายมาตรา จากนั้นเมื่อเปิดประชุมสภาสมัยที่สองช่วงปลายปี น่าจะเสนอกลับมาเข้าสภาเพื่อพิจารณาวาระ 2 และให้ความเห็นชอบเป็นวาระ 3 แล้วส่งให้วุฒิสภาไปพิจารณาอีก 3 วาระ เช่นกัน ถ้าไม่ขัดข้องและเห็นชอบได้ภายในสิ้นปี 2553 นี้ และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว ถัดจากนั้นกระบวนการสรรหาให้เลือก กสทช. ใช้ระยะเวลา 180 วัน ประมาณ 6 เดือน เชื่อว่าอีกประมาณครึ่งปีแรกของปี 2554 ก็จะได้ กสทช.
 
     คณะกรรมการ 11 คน
      มีผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ 5 ด้าน คือ 1.จากวิทยุ 1 คนและโทรทัศน์ 1 คน,2. ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโทรคมนาคม 2 คน,3.นักกฎหมาย 2 คน และ เศรษฐศาสตร์ 2 คน ,4. กลุ่มการคุ้มครองผู้บริโภคและการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ 2 คน และ 5.การศึกษาและวัฒนธรรม 1 คน  
 
      หน่วยงานภายใต้ กสทช.
      ประกอบด้วย 2 คณะ คือ คณะกรรมการกิจการการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. คณะหนึ่ง และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค.อีกคณะหนึ่ง ซึ่งทั้งสองคณะดังกล่าวมาจากกรรมการ กสทช. ทั้งหมด ข้างละ 5 คน  แต่ประธานกรรมการ ไม่ต้องลงมา ดังนั้น ใครมีความถนัดแต่ละด้านก็ถูกมอบหมายให้เข้ามารับผิดชอบ
 
      อาจารย์เป็นผู้เขียนร่าง...
      ผมเป็นเลขานุการคณะ เพราะฉะนั้นต้องดูทุกตัวอักษร ทั้งร่างเดิมและที่แก้ไข  เพราะฉะนั้นมีความดีความชอบหรือความผิดพลาดอะไร ก็แน่นอนส่วนหนึ่งก็เป็นของผม แต่โดยหลักต้องเป็นของทั้ง 45 คนที่อยู่ด้วยกันทั้งหมด
(ถาม)บทเรียนสององค์กรที่ผ่านมา
      เป็นโจทย์ใหญ่ครั้งนี้ ( กทช. และ กสช.) ที่จะต้องแก้ให้ได้ จะดีจะชั่วยังไงต้องให้ได้คนมาก่อน เพราะฉะนั้นการออกแบบกระบวนการให้ได้คนมา เป็นเรื่องที่กรรมาธิการให้ความสำคัญสูงมาก แผนหนึ่งไม่สำเร็จต้องมีแผนสองและแผนสามรองรับ  เพราะฉะนั้นค่อนข้างมั่นใจได้อยู่ว่าน่าจะเกิดได้จริงจะช้าไปบ้าง มีโอกาสช้าบ้าง แต่เชื่อว่าจะต้องเกิดแน่
 
      กสทช.จะไม่ยืดเยื้อเหมือนที่ผ่านมา
      ไม่น่าจะเหมือนกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งเลย คือ กฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่มีแผน B หรือ แผนสอง พอล่มมีโอกาสล่มง่ายเพราะกระบวนการกว่าจะได้มามันยาวและผลประโยชน์มันเยอะ คนที่ไม่อยากให้เกิดก็หาทางตัดตอนด้วยวิธีต่าง เช่น ฟ้องโน่น ฟ้องนี่ และมันล้มได้ทุกขั้นตอน เหมือนภาษาอังกฤษ weakest  link   (กำจัดจุดอ่อน) มีจุดอ่อนจุดไหนอยู่ก็แยงจุดนั้น ต่อให้โซ่ยาวหลายขั้นตอน ทุกขั้นตอนแข็งหมดมีจุดอ่อนนิดเดียว ก็พังทั้งกระบวนการ ที่ผ่านมาเป็นอย่างนั้น ที่ผ่านมาไม่อ่อนจุดเดียวแต่อ่อนหลายจุดด้วย
 
      แผนหนึ่งหรือแผนสองรองรับอย่างไร
      กระบวนการสรรหา กสทช. นั้นมีสองทางเดินคู่ขนานกันไป ในการที่จะสรรหาคนที่เหมาะสม ทางที่หนึ่งเป็นกระบวนการเลือกกันเอง กับ กระบวนการสรรหา เพราะฉะนั้น ถ้าทางใดทางหนึ่งล่มอีกทางหนึ่งก็เป็นแผนสำรองกันอยู่ ถ้าไม่ล่มทั้งสองทางก็จะได้ชื่อที่ผ่านการสรรหาข้างละ 22 คน รวมเป็น 44 คน ส่งให้วุฒิสภาคัดเหลือ 11 คนสุดท้าย  หรือ 4คนเลือก 1 คน
      แต่ถ้าเกิดทางแรกล่ม และอีกทางหนึ่งไม่ล่ม ก็เลือกขึ้นมาให้วุฒิสภาเลือก  22 คน ใช้วิธี 2 เลือก 1 หรือกลับกัน ทางนี้ก็จะไม่ล่มด้วย เพราะว่าถ้าเกิดกระบวนการต่าง ๆ ในการเลือกกันเองไปติดที่มีการฟ้องร้องกัน กฎหมายเขียนว่ากระบวนการฟ้องร้องไม่ได้ทำให้กระบวนการเลือกหยุดไปเพราะฉะนั้นกระบวนการเดินต่อไปได้  เรื่องการฟ้องก็ฟ้องกันต่อไปได้  และ ถ้าตามเวลาที่กำหนดไว้เลือกไม่ได้ครบจำนวนก็ให้ปลัดทั้ง 3 กระทรวงแต่งตั้งขึ้นมาแทน เช่น ฝั่งแรกต้องการ 22 คนแต่เลือกได้เพียง 18 คนอีก 4 คนมีปัญหา เพราะฉะนั้นอีก 4 คนก็ถูกแต่งตั้งขึ้นมา ก็เป็นส่วนของแผนสำรอง และถ้าเกิดมาถึงวุฒิสภาแล้ว ใน 22 รายชื่อ หรือ 44 รายชื่อที่ส่งขึ้นมา ถ้าวุฒิสภาเลือกได้ไม่ครบ 11 คนอีก เช่น ได้ 9 คน ขาด 2 คน ก็มีช่องอีกว่า ให้ครม.เลือกมาเติม 2 คน เพื่อให้ครบ 11 คนที่ต้องการ เรียกได้ว่ามีแผนสำรองทุกขั้นตอน จึงมั่นใจได้ว่า กสทช.เกิดได้แน่
 
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,517  28 - 31  มีนาคม พ.ศ. 2553




จัดทำโดย คณะเจ้าหน้าที่บริษัท อสมท จำกัด ( มหาชน ) ผู้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมเทคโนโลยีดิจิตอล ณ ประเทศญี่ปุ่น